วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558

๘. ศาลฎีกา ในเอกสารที่รอการทำลาย

๘. ศาลฎีกา  ในเอกสารที่รอการทำลาย
"ศาลฎีกา  อัฏฏวิจารณ์จดหมายเหตุ"........... โดย  นิกร  ทัสสโร

     วันนี้. การออกข้อสอบสำหรับการสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาทั้งสามสนามสอบเสร็จแล้ว. เมื่อผมกลับมาถึงบ้าน. ก็อดไม่ได้ที่จะหยิบเอกสารเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของศาลขึ้นมาอ่าน. เอกสารชุดนี้มีอายุมากกว่าหนึ่งร้อยปีแล้ว.เป็นเอกสารจำนวนมากที่รอการทำลาย. แต่ผมเห็นเข้าจึงปรึกษากับท่านอาจารย์เธียร เจริญวัฒนา และพี่จารุณี ว่า ผมเสียดายอยากเก็บไว้ อาจารย์และพี่จาเห็นด้วยและว่าต้องช่วยกันเก็บไว้. จึงได้เก็บเอกสารหลายหมื่นแผ่นนี้ไว้.
     เอกสารเหล่านี้มีเรื่องอะไรบ้าง? เอกสารที่ขนไปเก็บไว้ที่อาคารเก็บเอกสารนั้น มี คำพิพากษาศาลขณะที่ยังใช้อัฏฏวิจารณ์ศาลาในพระบรมมหาราชวังเป็นที่ทำการ, เอกสารค่าใช้จ่ายคดีพระยอดเมืองขวาง,เอกสารเกี่ยวกับศาลโปริสภาเมื่อแรกตั้ง ในปี ๒๔๓๖ ,เอกสารเกี่ยวกับการทุจริตในกระทรวงยุติธรรม สมัยรัชกาลที่ ๕ และเอกสารอื่นๆอีกมากมายนัก.ซึ่งล้วนแต่เป็นเอกสารที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของศาลทั้งสิ้น ผมถามเจ้าหน้าที่ศาลว่า ทำไมจึงต้องทำลายเอกสารเหล่านี้เสียล่ะ.          เค้าตอบว่า. " ไม่มีที่เก็บ".

     เอกสารที่เกี่ยวกับการทุจริตในศาลนั้น.ที่ผมพบทั้งที่ศาลและที่หอจดหมายเหตุไม่ได้มีชุดเดียวนะครับ. แต่ผมจะไม่นำมากล่าวถึง เพราะผู้ที่กระทำท่านล่วงลับไปแล้ว อีกทั้งขณะนี้ยังมีทายาทของท่านรับราชการเป็นผู้พิพากษาอยู่. คงไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะนำมาเขียน. เหมือนที่เสด็จในกรมหลวงราชบุรีฯมีพระบันทึกไว้ว่า สอบสวนกันไปก็เหมือนการซักผ้าขี้ริ้ว. คือทรงเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ และบางเรื่องพระองค์ก็ทรงชดใช้แทนไป.แต่บางเรื่องล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ โปรดให้สอบสวนและให้คนทุจริตชดใช้เงินคืน.เงินแผ่นดินนี้ คงถือกันมานานแล้วว่า "ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้" ได้อ่านเอกสารเหล่านี้บ้างก็เป็นเครื่องเตือนใจตัวเอง.และได้เห็นว่าในอดีตนั้นมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง. คลี่คลายไปอย่างไร

   ที่อยากเขียนถึงในบทนี้ คือ เรื่องศาลโปริสภาครับ. ต้นฉบับเอกสารที่รอดจากการทำลาย.เป็นเรื่องการก่อตั้งศาลโปริสภา เมื่อ ร.ศ.๑๑๒ (พ.ศ. ๒๔๓๖) น่าสนใจหลายเรื่องทีเดียว. เพราะมีทั้งแบบแปลนการซ่อมแซมศาล ,ที่ตั้งศาล และ คดีแรกของศาลโปริสภาซึ่งจำเลยมีอาชีพเป็นลิเกที่แถวพาหุรัด./

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

๗. ข่าวปล่อย

๗. ข่าวปล่อย
" ศาลฎีกา อัฏฏวิจารณ์จดหมายเหตุ "...........โดย. นิกร  ทัสสโร
   
       ช่วงนี้มีข่าวปล่อยข่าวลือเพื่อที่จะรื้อทำลายอาคารศาลยุติธรรมหลังอนุสาวรีย์พระรูปพระบิดาแห่งกฎหมายไทยออกมาค่อนข้างถี่. เช่น ออกข่าวว่าอาคารศาลฎีกาที่กำลังก่อสร้างห่างจากอาคารศาลยุติธรรมที่อนุรักษ์ไว้ เพียง ๕๐ เซนติเมตร. ทั้งที่ทั้งสองอาคารมีพื้นที่ว่างระหว่างอาคารถึงกว่า ๑,๐๐๐ ตารางเมตร. กล่าวคือ บางตำแหน่งห่างกัน ๒๐ เมตร. บางบริเวณห่างกัน ๑๓ เมตร. แล้วแต่มุมของอาคาร..
   
          พวกเราที่ต้องการอนุรักษ์สมบัติชาติ ก็ต้องต่อสู้กันต่อไป ต้องไม่เสียกำลังใจ...อาคารศาลยุติธรรมหลังนี้สรา้งขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในการที่ประเทศไทยได้รับเอกราชทางการศาลโดยสมบูรณ์. และเป็นอาคารในกรุงเทพฯที่พระเจ้าอยู่หัวเสด็จเป็นครั้งแรกในรัชสมัย.เหลืออยู่เพียงหลังเดียวแล้ว. และขณะนี้ก็ได้รับตราพระนามาภิไธย "สธ" ของสมเด็จพระเทพรัตน์ ว่าเป็นอาคารอนุรักษ์ดีเด่น
      จึงนับว่าอาคารนี้เป็นประวัติศาสตร์การศาลไทย ที่ทรงคุณค่าอย่างอาคารศาลยุติธรรมหลังนี้.และภาพของคนเล็กๆในสังคมไทยผู้ซึ่งมีความผูกพันต่อบรรพบุรุษของเขาก็ปรากฏขึ้น. วันหนึ่งเขาจึงไปที่บริเวณที่ก่อสร้าง. แล้วบอกแก่คนงานว่า...เป็นหลานของคุณพระสาโรชรัตนนิมมานก์ผู้ออกแบบและก่อสร้างอาคารนี้ จึงขอเศษอิฐอาคารในส่วนที่รื้อถอนลง ขอนำไปเป็นที่ระลึก...นี่คือระดับจิตใจของคนที่รู้ค่า

      เมื่อกล่าวถึงคุณพระสาโรชฯแล้ว. ผมก็ขอเล่าไปเสียในคราวเดียวกันว่า คณะผู้ก่อสร้างศาลยุติธรรม ประกอบด้วย
      - พระสาโรชรัตนนิมมานก์ (สาโรช ร. สุขยางค์) นายช่างนักเรียนลิเวอร์พูลทุนกระทรวงธรรมการ
      - พันเอก หลวงบุรกรรมโกวิท (ล้อม บุรกรรมโกวิท) อธิบดีกรมโยธาธิการ
      - หลวงจักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์ (วิสุทธิ์ ไกรกฤษ์) อธิบดีศาลแพ่ง นักเรียนกฎหมายอังกฤษทุนพระราชทาน
      - นายหมิว อภัยวงศ์
      - มิสเตอร์ เอฟ. บิสโตโน

       ในที่นี้ขอเล่าประวัติของ นายช่าง เอฟ. บิสโตโน ( F. Pistono ) นะครับ. เพราะผมเชื่อว่าไม่น่าจะมีใครค้นคว้าประวัติของท่าน หรือมีก็ไม่มากนัก. ประวัติของท่านนี้ผมได้ค้นพบที่หอจดหมายเหตุเมื่อไม่นานมานี้. ท่านมีประวัติว่า...ท่านจบด้านสถาปัตย์และมีความรู้ภาษาไทย.  เมื่อวันที่ ๕ มกราคม ค.ศ. ๑๙๒๒ กระทรวงมหาดไทยของเราได้ทำสัญญาว่าจ้างให้ท่านมาทำงานด้านการช่างที่เมืองไทย. โดยสัญญาทำขึ้นที่สถานทูตไทยในกรุงโรม สัญญาฉบับนี้มีอายุ ๑ ปี. เมื่อบิสโตโนมาทำงานที่เมืองไทยแล้ว วันที่ ๑๗  กุมภาพันธ์ ๑๙๒๓ ก็ได้ทำสัญญาใหม่มีกำหนด ๒ ปี และได้รับเงินเดือนเพิ่มด้วย.
        ครั้นถึงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๑๙๒๔ บิสโตโนขอต่อพระยากรกิจพิจารณ์ อธิบดีกรมสาธารณสุข เข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญประจำ. ท่านรับราชการอยู่จนถึงปี ๒๔๙๐ จึงได้ขอลาออกและเดินทางกลับ. ทางราชการไทยระลึกถึงคุณความดีของท่าน คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๔๙๑ ให้ท่านได้รับบำนาญเป็นพิเศษ
        นายช่างบิสโตโนและภรรยาพร้อมบุตรอีกสามคน. กลับไปยังบ้านเกิดแล้ว. แต่ที่ฝากไว้ในแผ่นดินไทยผลงานหนึ่งก็คือ...อาคารศาลยุติธรรม./

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2558

๖. เอกราชทางการศาล กับ อาคารศาลยุติธรรม

 ๖. เอกราชทางการศาล กับ อาคารศาลยุติธรรม

"ศาลฎีกา : อัฏฏวิจารณ์จดหมายเหตุ" ..............โดย  นิกร  ทัสสโร........
 
   ในการก่อสร้างศาลฎีกาครั้งแรกนี้. เมื่อเริ่มโครงการก็ได้มีกรมศิลปากร และ สมาคมสถาปนิกสยาม ตลอดจนคณะบุคคลและองค์กรต่างๆ คัดค้านด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ. ทุกรูปแบบเป็นเรื่องที่สถาบันศาลไม่เคยเจอมาก่อน เพราะอดีตที่ผ่านมาทุกฝ่ายมักจะให้ความเคารพในสถาบันศาล. แต่ยุคสมัยนี้เริ่มเปลี่ยนไปมากแล้ว. การคัดค้านนั้น เริ่มจากวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๒ คณะของสมาคมสถาปนิกสยาม เข้าพบนายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร ขอให้กรมศิลปากรคัดค้านการก่อสร้าง. จากนั้นสมาคมสถาปนิกสยามมีหนังสือถึงประธานศาลฎีกาขอเข้าสำรวจคุณค่าของกลุ่มอาคารศาลฎีกาทุกอาคาร.ช่วงบ่ายของวันหนึ่งผู้อำนวยการศาลฎีกานำหนังสือนั้นมาให้ผม เพราะทางการศาลให้ผมทำความเห็น. ผมทำความเห็นว่าศาลอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีสำคัญ จึงไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าสำรวจอาคาร.ต้องยอมรับว่าความเห็นเช่นนี้เป็นการตั้งรับ เพื่อรอดูท่าทีของฝ่ายคัดค้าน.ว่าจะมีท่าทีต่อไปอย่างไร.

      จากนั้นไม่นานกรมศิลปากรก็เริ่มรุกโดยมีหนังสือถึงประธานศาลฎีกา และ ท่านอาจารย์วิรัช ชินวินิจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม แจ้งว่าอาคารศาลยุติธรรม (หลังอนุสาวรีย์พระรูปกรมหลวงราชบุรี) และอาคารศาลด้านริมคลองคูเมืองเป็นโบราณสถาน. กรมศิลป์ขอส่งคณะข้าราชการเข้าสำรวจเพื่อขึ้นทะเบียนโบราณสถาน. พร้อมกันนั้นอธิบดีเกรียงไกรก็เริ่มแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน คัดค้านการก่อสร้าง.ทางศาลจึงนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการก่อสร้างศาลฎีกา.ที่ประชุมของฝ่ายศาลจึงมีมติให้มีการเจรจากับกรมศิลปากร. ซึ่งต่อมาก็ได้พัฒนาขึ้นเป็นการเจรจากับทุกฝ่ายทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างศาลฎีกา. ผู้นำในการเจรจาของฝ่ายศาลนั้น นำโดยอาจารย์วิรัช ชินวินิจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม. ส่วนฝ่ายที่คัดค้านก็มีผู้นำหลากหลาย เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม  บางครั้งหากเจรจาที่วุฒิสภาก็มีประธานกรรมาธิการศาสนาและศิลปของวุฒิสภาเป็นผู้นำ. และบางครั้งเมื่อมีการเจรจาที่คณะวิชาการของกรมศิลปากร ก็มีอธิบดีกรมศิลปากรเป็นผู้นำ....นอกจากฝ่ายคัดค้านดังที่ผมกล่าวแล้ว ยังมีองค์กรเอกชนเป็นจำนวนมากเข้าร่วมคัดค้านด้วย การคัดค้านขององค์กรเหล่านี้ ทำเป็นหนังสือก็มี ลงชื่อใน facebook ก็มี  ทำหนังสือถึงองค์กรตาม
รัฐธรรมนูญก็มี. ออกทีวี และสื่อทุกประเภทก็มี. ที่สำคัญ คือการค้านในรูปแบบประชุมทางวิชาการ เช่น การประชุมโดย อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร และกลุ่มคณะบุคคลอื่นอีกหลายครั้ง.เรียกว่าเปิดการรุกฝ่ายศาลทุกสรรพกำลัง

   
    ทำไมจึงต้องมีการเจรจา...คำถามนี้หลายท่านอาจจะถาม. คำตอบหลักก็คือ การเจรจาข้อขัดแย้งนั้นเป็นวิถีทางของผู้ที่เจริญ.เมื่อดูฝ่ายคัดค้านแล้วฟากของศาลเห็นว่าการรับมือและแก้ปัญหาดังกล่าว ต้องใช้วิถีของผู้ที่เจริญด้วยปัญญาพึงกระทำซึ่งเป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาได้อย่างมีเกียรติ เกียรติของผู้ที่เป็นตุลาการ. และรวมถึงเกียรติของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย. ซึ่งกว่าจะได้ผล ต้องใช้เวลาเกือบสองปีรวมการเจรจาประมาณ ๑๕ ครั้ง....โดยผลการเจรจาครั้งสำคัญปรากฏตามหนังสือของกรมศิลปากร ที่ วธ ๐๔๐๓/๑๖๓๔ ลงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ซึ่งมีข้อความสำคัญที่สุดว่า "...กรมศิลปากรได้แนะนำข้อราชการที่เป็นประโยชน์ในการอนุรักษ์โบราณสถานสำคัญ โดยท่านนิกร  ทัสสโร  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ซึ่งเป็นผู้แทนศาลฎีกา ได้จดรายละเอียดไปแล้ว..."
         
       ไม่น่าเชื่อว่าแม้กรมศิลปากรจะมีหนังสือแจ้งศาลฎีกาเช่นนี้แล้ว. แต่ครั้นศาลเริ่มการก่อสร้างกรมศิลปากรกลับแจ้งความดำเนินคดี.

     ประธานศาลฎีกาจึงมอบหมายให้ผมรับผิดชอบให้การแก้ต่างคดีต่อพนักงานสอบสวน. และผมยังต้องชี้แจงต่อคณะผู้บริหารศาลว่า ข้อความที่ผมจดมานั้นมีว่า....ในการก่อสร้างศาลฎีกาครั้งนี้ให้ใช้แบบของจุฬาสร้างทับลงแทนอาคาร ๒ ด้านริมคลอง และอาคาร ๓ ด้านถนนราชดำเนิน โดยให้คงอาคารหลังพระรูป (อาคาร ๑ ) ไว้ และศาลจะลดความสูงของอาคารลง...ความสูงที่ศาลลดลงนั้นศาลลดลงให้ต่ำกว่าความสูงของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท คือ สูงเพียง ๒๕.๗๐ เมตร
   
     ทำไมต้องเหลืออาคารหลังพระรูปไว้ .อาคารหลังพระรูป อาคารนี้ในปัจุบันเรียกว่า " อาคารศาลยุติธรรม". เดิมเคยเป็นที่ทำการของกระทรวงยุติธรรม. ในประวัติศาสตร์ของชาติต้องถือว่าเป็นอาคารที่สำคัญที่สุดหลังหนึ่ง. เพราะสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสที่ประเทศไทยได้รับเอกราชทางการศาลโดยสมบูรณ์. ในปี ๒๔๘๑.

      เคยมีผู้ถามผมว่าเอกราชทางการศาลคืออะไร?...เอกราชทางการศาลคือการที่ประเทศสามารถพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นภายในอาณาเขตที่เป็นดินแดนของตนได้ทุกประเภทคดี. ไม่ว่าคู่ความที่มีข้อพิพาทนั้นจะเป็นคนชาติของตนหรือคนต่างชาติ. ในสมัยรัตนโกสินทร์ประเทศไทยเสียเอกราชทางการศาลเพราะต้องตกอยู่ภาคใต้ "สิทธิสภาพนอกอาณาเขต" แก่ประเทศต่างๆหลายประเทศมาก เริ่มมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๓๙๘ ซึ่งเป็นวันที่สยามลงนามในสัญญาพระราชไมตรีกับอังกฤษ. เรียกชื่อสัญญาฉบับนี้ว่า " สัญญาเบาว์ริ่ง " สัญญาเบาว์ริ่ง ( Bowring Treaty ).สัญญานี้มีผลบังคับในวันที่ ๖ เมษายน ๒๓๙๙. ชาวอังกฤษที่เป็นราชทูตมาทำสัญญาชื่อ John Bowring .สัญญานี้ ข้อ ๒ กำหนดว่า สยามยอมให้อังกฤษตั้งสถานกงสุลมีอำนาจพิจารณาคดีที่คนอังกฤษเป็นคู่ความ และร่วมพิจารณาคดีที่คนสยามและคนอังกฤษมีคดีความ...นั่นก็หมายความว่าประเทศเราไม่มีสิทธิตัดสินคดีคนอังกฤษที่มาอยู่ในประเทศเรา...หลังจากนั้น ประเทศอเมริกา ,ฝรั่งเศส, เดนมาร์ก,โปรตุเกส, ฮอลแลนด์,เยอรมัน,เบลเยียม,นอรเวย์, อิตาลี, ก็ได้ทำสัญญาได้สิทธิตัดสินคดีคนของตนเองในเมืองไทยเช่นเดียวกับอังกฤษ...ประเทศไทยพยายามปลดเปลื้องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตมานานแล้วและค่อยๆประสบความสำเร็จ. จนกระทั่งถึงปี ๒๔๘๑ จึงได้รับผลสำเร็จอย่างสมบูรณ์./

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

๕. พระบิดาแห่งกฎหมายไทย ; เมื่อเยาว์วัยที่อังกฤษ

๕. พระบิดาแห่งกฎหมายไทย ; เมื่อเยาว์วัยที่อังกฤษ

" ศาลฎีกา : อัฏฏวิจารณ์จดหมายเหตุ " ............โดย  นิกร  ทัสสโร.........

       ที่หน้าอาคารศาลยุติธรรมในพื้นที่ของศาลฎีกานั้น. มีการประดิษฐานอนุสาวรีย์พระรูปของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จทรงเปิดพระรูปนี้ เมื่อที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๐๗. ต่อมาในปี ๒๕๔๙ ผมได้เขียนพระประวัติของเสด็จในกรมหลวงราชบุรีไว้ เป็นภาคที่หนึ่ง ซึ่งสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คได้จัดพิมพ์จำหน่าย โดยมอบค่าลิขสิทธิ์ถวายให้แก่  " รพีบุญนิธิ " ...แม้หนังสือเล่มนี้จะได้รับการประกาศจากกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นหนังสือสารคดี ดีเด่น ประจำปี ๒๕๕๐ และผมได้รับรางวัลพระราชทานแล้วก็ตาม แต่ยังมีเรื่องที่ผมติดใจจะสืบค้นต่ออยู่อีก ๒ เรื่อง คือ ๑. ผมต้องการทราบว่าขณะที่พระองค์มีพระชันษา เพียง ๑๑ ปีและทรงศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษนั้น ชีวิต และ การศึกษา ของพระองค์ เป็นอย่างไร  ๒. ในช่วงท้ายแห่งพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงเข้ารับการรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลใดในกรุงปารีส ...สองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมติดใจ  ติดใจมากในระดับข้าวเหนียวไก่หาย...คือ.ติดใจอยากรู้.เสียจริงๆ..นิว่าเรื่องเป็นพรรค์พรื้อ? ++ แต่วันนี้.  ผมสืบค้นพบเรื่องหนึ่งแล้ว...ผมขอเล่าให้ฟังนะครับ...

       ๑. การเสด็จไปทรงศึกษาที่ประเทศอังกฤษนั้น เสด็จในกรมหลวงราชบุรีเสด็จถึงสถานทูตสยามที่กรุงปารีส เมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๙ สิงหาคม ๒๔๒๘. พระองค์และพระเจ้าพี่พระเจ้าน้องรวมสี่พระองค์ประทับที่สถานทูตแห่งนั้น ๕ วัน ระหว่างที่อยู่ปารีส พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ราชทูตถวายการต้อนรับ และ " ถ่ายรูปกรุปพร้อมด้วยพระเจ้าลูกเธอทั้งสี่พระองค์" หลังจากนั้นเสด็จในกรมหลวงราชบุรีและพระเจ้าลูกยาเธอได้เสด็จไปกรุงลอนดอน. "เสด็จต่อไปถึงกรุงลอนดอนโดยเรียบร้อย" เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๔๒๘  ที่กรุงลอนดอนพระเจ้าลูกยาเธอทั้งสี่พระองค์ประทับที่  " The Siamse Lecation  23  Ashburn Place London . S.W  "

        ในระหว่างเดือนสิงหาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๔๒๘ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ มีพระราชหัตถเลขาพระราชทานพระเจ้าลูกยาเธอ ถี่มาก ถึงสามครั้ง เรียกว่าเดือนละครั้ง. ส่วนพระเจ้าลูกยาเธอทั้งสี่ การที่ได้เสด็จไปทรงศึกษาที่ต่างประเทศดังกล่าว ก็ประดุจว่าได้ทรงเห็นโลกกว้าง เพราะได้ทอดพระเนตรความเจริญทุกด้านของกรุงลอนดอน. แต่ด้วยความที่ยังทรงพระเยาว์อยู่มาก หลายคราวจึงทรงพระกรรแสง ดังความในหนังสือของเจ้าพระยายมราชที่มีมากราบทูลสมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงษ์วโรปการ องค์เสนาบดีกรมท่า  ที่ว่า

       " ...๒๗  NOVEMBER  ๑๘๘๕ ...วัน ๔ ฯ (๘) ๑๐ ค่ำ ท่านราชทูตพาพระเจ้าลูกเธอไปทอดพระเนตรโรงเอศบิเชน ข้าพระพุทธเจ้ากับนายรองทรงตามเสด็จ ...วัน ๖ ฯ (๑๐) ๑๒ ค่ำ พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิทรงอักษรเมล์ ๔ ฉบับ กราบบังคมทูลพระกรุณาฉบับ ๑ ถวายสมเด็จพระพุทธโฆษาจาริย์ ฉบับ ๑ ถวายพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชรญาณวโรรส ฉบับ ๑ ถึงคุณจอมมารดา ฉบับ ๑ ....

           ณ วัน ๒ ฯ (๑๓) ๑๐ ค่ำ พระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ได้รับพระราชทานพระราชหัตถเลขา ครั้งที่ ๓ องค์ละฉบับ กับหนังสือคุณจอมมารดาองค์ละฉบับ เมื่อพระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิทรงอ่านอยู่น้ัน ได้ทรงทราบว่า คุณขรัวยายถึงแก่กรรม ก็ทรงพระกรรแสง....

             ณ วัน ๒ ฯ (๕) ๑๐ ค่ำ  ท่านราชทูตภาพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ไปส่งสกูล นายเปลี่ยนกัปตันตามเสด็จไปด้วย เมื่อท่านราชทูตจะเสด็จกลับนั้นก็ดีอยู่ มิได้ทรงกรรแสง ครั้นเวลากลางคืนก็ทรงกรรแสงท้ังสองพระองค์ ด้วยเคยทรงเล่นอยู่ที่เลเคเช่นมีคนไทยอยู่ด้วย เสด็จไปอยู่กับฝรั่งก็เป็นที่เปลี่ยวพระไทยไป...ครูผู้หญิงสอนเวลาเช้า  ครูผู้ชายสอนเวลาบ่าย ...เวลาน้ันพึ่งจะเสด็จไปอยู่ใหม่ๆ ทรงกรรแสงอยู่ ข้าพระพุทธเจ้าจะทูลลา พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดชใส่กุญแจห้องเสียไม่ให้ข้าพระพุทธเจ้ามา.

          ณ วัน ๗ ฯ (๑๐) ๑๐ ค่ำ  ท่านราชทูตรับสั่งให่หม่อมไปรับเสด็จมาเลเคเช่น ค้างอยู่ ๑ คืน แล้วท่านราชทูตรับส่ังว่า  อย่าทรงกรรแสงเลย สองวิกจะรับมาเลเคเช่นครั้ง ๑  ....วัน ๗ ฯ (๘) ๑๑  ค่ำ พระบาทของพระเจ้าลูกเธอ  พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ โดนมุมเตียงเหลกเปนรอยขีดหน่อยหน่ึง  เวลากลางคืนปวดพระบาทที่เป็นแผลนั้น  ปากแผลบวม  คร้ัน ๕ ทุ่ม ค่อยหายปวด  แล้วก็บรรทมหลับ..."

          ในการเขียนเรื่องที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์นั้น. ผมทำใจอยู่เสมอว่า  โอกาสที่จะเขียนผิดพลาดมีความเป็นไปได้สูง. เรื่องการศึกษาของพระบิดาแห่งกฎหมายไทยก็เช่นกัน ผมเคยกล่าวไว้ในหนังสือที่ผมเรียบเรียงว่า. ทรงสอบผ่านแล้ว Christchurch College ; Oxford University เห็นว่าทรงพระเยาว์ จึงไม่รับเข้าเรียน พระองค์ต้องสอบอีกครั้งหนึ่ง. (ข้อมูลนั้นได้มาจากการสัมภาษณ์). แต่เมื่อผมได้ค้นคว้าจากเอกสารต้นฉบับที่ส่งมาจากประเทศอังกฤษแล้ว. ผมพบความจริงว่าคลาดเคลื่อนอยู่ ผมอยากจะบันทึกเป็นข้อมูลใหม่ไว้ว่า ..." ครั้งแรกหลาย College ไม่รับเข้าสอบเพราะเห็นว่าอายุยังน้อย พระองค์ทรงเสียพระทัยมาก แต่ก็ได้พยายามติดต่อขอเข้าสอบไปทาง Christchurth อีกวิทยาลัยหนึ่ง วิทยาลัยนี้ยอมให้เข้าสอบ ผลการสอบปรากฏว่า ทรงสอบได้ แต่ยังไม่ได้เรียนทันที มีข้อขัดข้องเรื่องอายุน้อย ต้องรออีกประมาณ ๖ เดือนจึงได้ทรงเข้าเรียน."

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

๔. ศาลฎีกา ; ค้นหาความรู้จากหนังสืองานศพ

๔. ศาลฎีกา ; ค้นหาความรู้จากหนังสืองานศพ

" ศาลฎีกา  : อัฏฏวิจารณ์จดหมายเหตุ "........โดย นิกร  ทัสสโร.....

      ในขณะนี้ ผู้ที่สนใจค้นหาความจริงบางอย่างที่เกี่ยวกับศาลฎีกา สามารถสืบค้นได้หลายช่องทาง. แต่มีช่องทางหนึ่งที่ผมเห็นว่าน่าสนใจมาก นั่นคือ การสืบค้นจากหนังสืองานศพ. แน่นอนเลยครับ สิ่งแรกและสำคัญอย่างยิ่งที่ท่านควรปฏิบัติเมื่อตัดสินใจสืบค้นจากหนังสือประเภทนี้. คือต้องอ่านในเวลากลางวัน. ผมสนใจสืบค้นเรื่องศาลฎีกาจากหนังสืองานศพ ก็ด้วยข้อสงสัยอยู่หลายเรื่องด้วยกัน เช่น หนึ่ง. เรื่องแรกนั้นคือ ผมสงสัยว่า ข้อที่ว่า การก่อสร้างศาลฎีกา ตามแบบของกระทรวงยุติธรรมสวิตเซอร์แลนด์นั้น เป็นความจริงมากน้อยเพียงใด...หรือ ความสามารถทั้งหมดในการรังสรรค์ แบบแปลนของการก่อสร้างอาคารศาลฎีกามาจากสติปัญญาของยอดคนด้านสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ที่มีชื่อว่า .."พระสาโรชรัตนนิมมานก์" หรือมีผู้อื่นร่วมรังสรรค์งานชิ้นนี้ด้วย ...สอง. จะเรียกว่าเป็นข้อสงสัยก็ไม่เชิง เรียกว่าเป็นเรื่องที่ชวนให้อยากอ่านหนังสืองานศพบางเล่มดีกว่า เพราะในระหว่างการรื้อถอนและก่อสร้างศาลฎีกาอยู่ขณะนี้ คนงานและผู้ที่ทำงานในบริเวณพื้นที่ก่อสร้าง  ได้.."เห็น" ...เห็นชายใส่สูทช่วงใกล้ค่ำ ที่ว่า "เห็น" นั้นไม่ใช่ครั้งเดียวนะครับ ...ต่างครั้งต่างคราวกันต่างคนต่างเห็น สามถึงสี่ครั้งแล้ว ...+++...และครั้งหนึ่งผู้ที่ปรากฏให้เห็นได้ "ถาม" ออกมาด้วย...ซึ่งผู้ที่ถูกถามนั้นขณะนี้ขอลางานแล้ว.เรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่มองไม่เห็นนี้ เคยมีการบันทึกไว้ในหนังสืองานศพเล่มใดบ้าง ...สาม มีหนังสืองานศพเล่มใดบ้างที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับศาลฎีกา ห้องทำงานในศาลฎีกา หรือภูมิสถานศาลฎีกา หรือแผ่นที่บริเวณศาลนี้ไว้ ...สี่ มีหนังสืองานศพเล่มใดบ้างที่เขียนเรื่องผู้พิพากษาศาลฎีกาไว้..ทุกๆเรื่องอันเป็นตัวอย่างที่ผมกล่าวถึง น่าสนใจสืบค้นทั้งสิ้นครับ.

     ขอเริ่มต้นที่หนังสืองานศพที่เกี่ยวกับการก่อสร้างอาคาร หรือตัวอาคารศาลก่อนนะครับ. หนังสืองานศพที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้างศาลฎีกา. มีอยู่หลายเล่ม เท่าที่ผมได้อ่านมา ก็มี ๑. หนังสืองานศพของเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร  ๒. หนังสืองานศพของพระสาโรชรัตนนิมมานก์  ต่อไปเล่มที่ ๓. หนังสืองานศพของหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์  และที่ ๔. หนังสืองานศพของหลวงจักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์...หนังสืองานศพในแต่ละเล่มให้ข้อมูลเรื่องแบบแปลนของอาคารศาลฎีกาและเรื่องราวโครงการก่อสร้างอาคารศาลไว้อย่างมาก.  มากพอที่เมื่อนำมาเรียงต่อเข้าด้วยกันแล้ว ก็จะได้เป็นภาพที่คมชัดและเป็นความรู้ที่ดียิ่ง. แต่หากว่าท่านผู้ใดอ่านหลายรอบแล้ว ยังไม่ชัดอีก ผมก็ขอแนะนำให้ท่านไปที่บริเวณที่ก่อสร้างศาลฎีกาในช่วงใกล้ๆ ค่ำ.  แล้วจะมีผู้มาบอกท่านเอง  แต่ท่านต้องตั้งใจฟังให้ดี เพราะเวลานั้นจะมีเสียงสุนัขหลายตัวหอนรับ.

        เมื่อได้อ่านหนังสืองานศพดังกล่าวแล้ว. ทำให้ทราบว่า การก่อสร้างอาคารศาลฎีกาโดยใช้แบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ หรือแบบ Modern นั้น เริ่มขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗โดยพระองค์ทรงเป็นประธานการประชุม. โครงการก่อสร้างครั้งนั้น เริ่มจากเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศรได้ขอให้ช่างฝรั่งที่ชื่อ ชาร์ล แบเกอแลง ออกแบบอาคารศาลให้ ต่อมาล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๗ได้ทรงเป็นประธานการประชุมเกี่ยวกับเรื่องแบบอาคารศาล และที่ประชุมนั้นเห็นชอบให้การก่อสร้างศาลใช้แบบโมเดิร์น. โครงการนี้ต้องระงับไปเพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี ๒๔๗๕ .

      อย่างไรก็ตาม ครั้นถึงยุคที่ได้มีการก่อสร้างจริงๆ ในปี ๒๔๘๒ พระสาโรชรัตนนิมมานก์ ก็ดำเนินแนวทางการก่อสร้างแบบเดิม ที่เรียกว่า "แบบสมัยใหม่" ซึ่งก็คือ Modern ยอดนายช่างท่านนี้ ออกแบบการก่อสร้าง โดยใช้ซีเมนต์มีแกนเหล็กเป็นส่วนสำคัญ และเสริมความสวยงามของอาคารโดยใช้กระจก และที่น่าตื่นตาตื่นใจก็คือ ระบบการก่อสร้างฐานราก ที่ไม่มีการใช้เสาเข็ม...งง!..งง! งงไปทั้งบางกอก ถึง ปากบางเชิงแส ใช่มั้ยครับ? ... อาคารซีเมนต์แกนเหล็กที่ไม่ใช้เสาเข็ม. แล้วฐานรากใช้อะไรรองรับ ดินกรุงเทพฯ โคลนทั้งนั้น...ใช้อะไรเป็นรากเป็นฐาน? ...โบราณน่ะ ท่านใช้ไม้ซุงทั้งต้น  แต่คุณพระสาโรชฯ ท่านไม่ใช้เสาเข็ม...คำตอบเป็นอย่างนี้ครับ..ระบบวิศวกรรมของคุณพระสาโรชนั้นท่านใช้การลอยตัวที่เรียกว่า " Buoyancy " หรือ " Floating foundation " คือ ออกแบบอาคารโดยให้น้ำและโคลนใต้ดินเป็นแรงพยุงฐานราก ทำให้อาคารลอยตัวอยู่ได้. ฐานรากดังกล่าวนั้นเป็นบ่อซีเมนต์สี่เหลี่ยมขนาด ๖ x ๖ เมตร ติดกันเป็นแพลอยอยู่ใต้ดินรับอาคารข้างบน.ใต้บ่อซีเมนต์นี้ มีเข็มไม้ขนาดเล็กยาวประมาณสามเมตรแผ่ห่างๆ เป็นระยะรับคานของบ่อไว้. นับว่าเป็นระบบวิศวกรรมใหม่สุดในยุคนั้น แปลกต่างจากสมัยต้นรัตนโกสินทร์ที่ใช้ไม้ซุงเป็นเสาเข็ม หรือเป็นฐานรองรับอาคาร./

 

   

วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

๓. เสาแห่งความดีที่ต้องจารึก

๓. เสาแห่งความดีที่ต้องจารึก

"ศาลฎีกา : อัฏฏวิจารณ์จดหมายเหตุ" ........โดย    นิกร ทัสสโร.....


          เมื่อมีการรื้อถอนอาคารศาลอุทธรณ์เดิมลงแล้วเสร็จ.ก่อนที่จะเริ่มการขุดเจาะพื้นที่เพื่อสร้างเสาเข็มต้นแรกของอาคารศาลฎีกา. ท่านอาจารย์ดิเรก อิงคนินันท์ ประธานคณะกรรมการก่อสร้าง ได้เห็นชอบให้จัดพิธีบวงสรวงขึ้น การกำหนดฤกษ์ผานาที...ไว้ที่  "สมโณแห่งฤกษ์" ของวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๖ ก่อนถึงวันงานผมและคุณชูภัทรผู้จัดการโครงการบริษัทชิโนไทยฯ รวมถึงคุณมานะเจ้าของบริษัทที่ปรึกษา ต้องทำงานกันอย่างหนัก. ตั้งแต่คืนวันที่ ๒ มีนาคม เราทำงานถึงตี ๒ หลายคืน เพราะต้องพูดคุยกับผู้ค้าเป็นจำนวนมากที่ตั้งแผงค้าอยู่ที่ถนนหับเผย ซึ่งเป็นถนนที่รถบรรทุกเครื่องเจาะเสาเข็มจะนำเครื่องจักรเข้ามาทางเส้นทางนี้ เราต้องจ่ายเงินให้หัวหน้ากลุ่มผู้ค้าไปพอสมควร ทั้งที่ไม่ควรต้องจ่าย....บุคคลที่เราต้องจ่ายเงินให้ครั้งนี้ชื่อว่า ..." พัด " ...พัดเป็นผู้ดูแลแหล่งค้าที่เรียกว่า "ตลาดคลองหลอด" จุดที่ ๒ และจุดที่ ๓ พัดถือว่าเป็นมือขวาของ "เจ้าของตลาด" . จึงได้รับมอบหมายให้ควบคุมดูแลพื้นที่สำคัญถึงสองบริเวณ  บริเวณตลาดคลองหลอดจุดที่ ๒ ที่ผมกล่าวถึงนั้น คือ ฟุตบาทและริมถนนหน้าศาลฎีกา จุดนี้เก็บค่าแผงค้าในอัตราคืนละ ๓๐ บาท ต่อหนึ่งแผงค้า. ส่วนตลาดคลองหลอดจุดที่ ๓ เป็นบริเวณถนนหน้าหับเผยทั้งสาย จุดนี้พัดเก็บค่าแผงค้า ในอัตราคืนละ ๕๐ บาท ต่อหนึ่งแผงค้า รวมทั้งสองจุดมีผู้ค้าคืนละ ๓๕๐ ราย ทั้งนี้ สำหรับค่าไฟฟ้านอกหม้อ ก็มีการจัดเก็บต่างหากอีก คิดเป็นรายดวงไฟ ดวงละ ๒๐ บาท ต่อหนึ่งคืน. +++...ซึ่งเฉพาะค่าไฟฟ้าของหลวงที่ถูกต่อมาใช้ทั้งตลาด คำนวณแล้ว เจ้าของตลาดจะได้ค่าไฟ คืนละประมาณ ๑๘,๐๐๐ บาท เป็นอย่างต่ำ ซึ่งเท่ากับว่า รัฐต้องเสียรายได้ไปเดือนละ  ๕๔๐,๐๐๐ บาท ...นี่คิดเพียงเดือนเดียว นะครับ.

     เมื่อมั่นใจว่าเส้นทางถนนหน้าหับเผยทางที่จะใช้ลำเลียงอุปกรณ์สำหรับการเจาะเสาเข็มต้นแรกไม่มีปัญหาแล้ว. ผมจึงจัดซื้อเสาหินมาเพื่อใช้ในการทำพิธี. ที่ตำแหน่งเสาเข็นของอาคารต้นที่ ๙๙ วันทำพิธีมีท่านอาจารย์ไพโรจน์ วายุภาพ ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน มีพระมหาราชครูเป็นผู้ทำพิธีบวงสรวง. ผมยกร่างคำบวงสรวงขึ้น ซึ่งมีเนื้อความตั้งแต่การขอพระแม่ธรณี สร้างศาลฎีกาเพื่อเป็นสถานที่ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชน. ขอเจ้านายเดิมฝ่ายวังหน้า เจ้าของพื้นที่เดิม ทั้งสิบเก้าพระองค์ อาทิ พระองค์เจ้าอินทปัต,พระองค์เจ้าลำดวน,พระองค์เจ้าก้อนแก้ว,พระองค์เจ้ากำภู, กรมหมื่นอนันตการฤทธิ์,พระองค์เจ้าสาททิพากร. เป็นต้น. คือ เป็นการให้เสาหินที่ใช้บวงสรวงได้เป็นสัญลักษณ์บันทึกความดีของทุกท่านทั้งในกาลก่อนและปัจจุบัน.

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557

๒. จากพระราชกิจ สู่ งานจิตรกรรม

๒. จากพระราชกิจ สู่ งานจิตรกรรม

"ศาลฎีกา : อัฏฏวิจารณ์จดหมายเหตุ" ...... โดย   นิกร   ทัสสโร......


        จดหมายเหตุ "ศาลฎีกา" ...๒. "จากพระราชกิจ สู่ งานจิตรกรรม" . เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๗ ที่ผ่านมาท่านรองศาสตราจารย์ ดร. ภิญโญ  สุวรรณคีรี ราชบัณฑิต ศิลปินแห่งชาติ ได้นัดผมและคณะผู้ก่อสร้างศาลฎีกา ไปพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องตำแหน่งที่จะประดิษฐานบุษบกสำริด ซึ่งเคยอยู่ที่ยอดอาคารศาลสถิตยยุติธรรมเดิม ว่า จะตั้งที่ศาลฎีกาใหม่นั้น จะอยู่ที่ตำแหน่งใด.ก็ประชุมกันจนใกล้ค่ำ เป็นอันว่าลงตัวแล้ว ว่าจะอยู่ที่ห้องโถงใหญ่ด้านทิศเหนือ ส่วนภาพประดับห้องโถงนี้จะเป็นภาพใด ข้อความใด ก็ลงตัวเช่นกัน ว่าที่โถงนี้มีภาพ ๔ ภาพ ครับ . เช่น ภาพแรกเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ขณะที่ทรงพิพากษาคดี นี่คือภาพแรก...+++...ภาพที่ ๒ เป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะที่เสด็จรับการทูลเกล้้าฯ ถวายฎีกาจากประชาชน ที่หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรค์...ภาพที่ ๓ เป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะที่เสด็จทรงตรวจราชการศาลยุติธรรม เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ร.ศ. ๑๑๕ ...ทุกภาพที่ตั้งใจจะทำขึ้นมานั้น เป็นความตั้งใจจะทำขึ้นให้ได้ และเน้นที่พระราชกรณียกิจเกี่ยวแก่การศาลทั้งสิ้น ...เพราะเหตุใด?...และเกี่ยวพันถึงบุษบกข้างต้น กับช่างภาพหลวงที่ชื่อ "William  Kennett  Loftuss" ผู้ถ่ายภาพศาลสถิตยยุติธรรม อย่างไร ?...ขออธิบาย ดังนี้

        การพระราชทานความยุติธรรมแก่ประชาชนผู้มีอรรถคดีนั้น เป็นพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์มาแต่โบราณกาล กล่าวเฉพาะในสมัยรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์ทุกพระองค์โปรดให้มีพระราชานุกิจทรงพิจารณาและพิพากษาคดีด้วยพระองค์เอง รัชสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ได้มีคดีสำคัญที่พระองค์ทรงพิพากษา และเป็นที่มาของการจัดประมวลกฎหมายตราสามดวงขึ้น. นั่นคือ คดีที่นายบุญสีช่างเหล็กหลวง กราบบังคมทูลเมื่อวันอังคารที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๓๔๘ และการพิพากษาคดีนั้น ถือว่าทรงประกอบพระราชกิจในฐานะที่ทรงเป็นองค์อมรินทราธิราช ทั้งหลักการที่ทรงนำมาใช้วางจิตให้เป็นจุตรัสก่อนตัดสิน ได้นำหลัก "อินทภาษ" มากำกับจิตมิให้เกิดอคติ ๔ ประการด้วยเหตุนี้...บุษบกที่ผมกล่าวถึง จึงแทน "อมรินทรและอินทภาษ"...ชั้นที่ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ เสด็จฯทรงก่อพระฤกษ์ "ศาลหลวงที่สูงสุด " เมื่อปี ๒๔๒๕ พระองค์ก็ทรงกำหนดเส้นทางเสด็จว่า ..."การที่จะเสด็จพระราชดำเนินก่อพระฤกษ์นั้น ตั้งกระบวนจากพระที่นั่งอมรินทร...ด้วยเหตุแห่งความยุติธรรม เปนหลักแผ่นดิน"...+++...เมื่อทราบความสำคัญของบุษบกดังกล่าวแล้ว ท่านอาจารย์ภิญโญและผมจึงตกลงว่า ฐานของบุษบกนั้นจะสร้างเศียรของช้างเอราวัณรองรับไว้ เช่นที่บุษบกนี้เคยประดิษฐานอยู่บนหอสูงของศาลสถิตยยติธรรมเมื่อคราวครั้งรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ ......++++....คราวนี้ก็สงสัยว่าภาพถ่าย,ภาพวาด ,และแบบแปลนของศาลต้นฉบับของอาคารศาลนั้น ยังมีอยู่หรือไม่? ก็ตอบว่ามีครับ คือ ภาพถ่ายนั้นขณะนี้อยู่ที่ต่างประเทศ เป็นภาพที่ถ่ายโดย Loftuss เห็นทั้งอาคารและหอนาฬิกาและบุษบกชัดเจน ส่วนภาพวาดนั้นตีพิมพ์โดยหนังสือพิมพ์ "The Graphic" เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ค.ศ. ๑๘๘๗ ภาพดังกล่าวผมซื้อมาเรียบร้อยแล้ว. ครับ...สำหรับการปั้นช้างเอราวัณเราได้กำหนดตัวบุคคลไว้แล้วเช่นกัน....!